Search
Thursday, April 27, 2017 ..:: โครงการวิจัย » สถานการณ์และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการผลประโยชน์ฯ ::.. Register  Login

 

โครงการสถานการณ์และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการ
ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย
เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

States and Recommendations on Management of
Thailand's Marine Interests
for Stability, Prosperity and Sustainability

Thailand Research Fund (TRF)

 

ความเป็นมา

        ชายฝั่ง ทะเล และมหาสมุทร จัดเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทะเลและมหาสมุทรจัดเป็นเป็นระบบนิเวศที่มีความเชื่อมโยงกันที่ใหญ่ที่สุดของโลกของเราใบนี้ โดยทั้งหมดจะมีหน้าที่ที่มีความจำเป็นต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกใบนี้ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่สำคัญในการควบคุมภูมิอากาศของโลก แหล่งผลิตอาหารและพลังงานที่สำคัญทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กิจกรรมทางทะเลต่างๆ ที่นับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ รวมไปถึงในแง่ของความสวยงามและแหล่งสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ จนเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐกิจสีฟ้า” และ “ความมั่งคั่งสีฟ้า” (Blue economy และ Blue wealth) ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทะเล มหาสมุทรและชายฝั่งอยู่จำนวนหนึ่ง (สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2556) ในขณะที่มิติด้าน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และประเด็น ความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ดูจะเป็นความหวังและอนาคตของมวลมนุษย์ชาติทั้งในระดับโลก ภูมิภาค ประเทศ จนถึงระดับปัจเจก ภัยคุกคามทางทะเลที่มีผลกระทบต่อมิติความมั่งคงทางทะเลก็ได้มีพัฒนาการจากภัยคุกคามแบบดั้งเดิม (Traditional Threats) มาเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-traditional Threats) ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากความต่อเนื่องกันอย่างไม่มีพรมแดน (Connectivity) ของระบบทะเลและมหาสมุทรในโลกใบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ยังมีผลกระทบข้ามทั้งสามมิติคือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนทางทะเล พร้อมๆ กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การบริหารจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลจำเป็นจะต้องพิจารณาทั้งสามมิติไปพร้อมๆ กัน

        ประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลที่เชื่อมต่อกับทะเลและมหาสมุทรอยู่สองด้าน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกันได้แก่ ด้านตะวันออกคืออ่าวไทยที่เชื่อมต่อกับทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก และด้านตะวันตกคือทะเลอันดามัน และช่องแคบมะละกาตอนเหนือที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอินเดีย รวมพื้นที่ทางทะเลทั้งสิ้นประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตรหรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่ทางบก มีความยาวชายฝั่งทะเลโดยรวมเท่ากับ 3,010 กิโลเมตร (ภาพที่ 1) พื้นที่ทางทะเลดังกล่าวเป็นบริเวณที่ประเทศไทยสามารถใช้ แสวงหา ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้ หรือจัดได้ว่าเป็นเขตผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของประเทศไทยโดยเขตทางทะเลดังกล่าวแบ่งตามหลักสากลออกได้เป็น น่านน้ำภายใน (Internal Water) ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) เขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone) เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) และ เขตไหล่ทวีป (Continental Shelf Zone) ดังนั้นโดยลักษณะที่เป็นธรรมชาติทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นรัฐชายฝั่ง (Coastal State) รัฐช่องแคบ (Strait State) ซึ่งโดยรวมหมายถึงการเป็น ชาติทางทะเล (Maritime Nation) เขตทางทะเลดังกล่าวจัดเป็นเขตที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ(Area Under National Jurisdiction) นอกจากนี้แล้วยังมีเขตทางทะเลที่เรียกว่า ทะเลหลวง (High Sea) และบริเวณพื้นที่ (The Area) ซึ่งถูกจัดอยู่ในเขตที่อยู่นอกเหนืออำนาจแห่งชาติใดๆ (Area Beyond National Jurisdiction) ซึ่งถือเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on Law of the Sea 1982 หรือ UNCLOS 1982) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้เป็นประเทศที่ 162 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ทำให้กล่าวได้ว่าทั้งสองบริเวณดังกล่าวก็เป็นบริเวณที่ประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ ดังกล่าวโดยสมบูรณ์ (www.mkh.in.th) อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าภายหลังการให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ดังกล่าวประเทศไทยยังมีการดำเนินการในส่วนต่างๆ อาทิเช่น กฎ ระเบียบ แผน ยุทธศาสตร์ เป็นต้น เพื่อนำไปสู่การทำให้เกิดเป็นผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ประเทศไทยพึงได้รับได้ไม่ครบถ้วนและล่าช้าเป็นอย่างมากจากที่ควรจะเป็นในขณะที่ประเทศมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบตามอนุสัญญาฯเป็นที่เรียบร้อยแล้วทำให้ประเทศเสียโอกาสทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างที่เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วในอดีต

ภาพที่ 1 อาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยที่เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย
ทั้งที่อยู่ภายใต้เขตและนอกเขตอำนาจของรัฐ

 

         จากที่กล่าวมาทำให้เห็นถึงความสำคัญของ ชายฝั่ง ทะเล และมหาสมุทรที่มีต่อมิติด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยซึ่งมีมาตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน ซึ่งจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งในแง่ของทั้งวิกฤตและโอกาสของประเทศไทยต่อไปอีกในอนาคต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้สนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทะเลในมุมมองของผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ได้แก่โครงการสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งผลจากการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล[1] ที่ประเทศพึงได้รับนั้นมีมูลค่ามหาศาล โดยคนไทยมีแนวโน้มที่จะใช้ทะเลเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ในขณะที่สถานภาพของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งของไทยมีแนวโน้มที่เสื่อมโทรมลงในอัตราเร่งอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่าผลประโยชน์เหล่านั้นตกอยู่ในมือคนไทยในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น (ไม่ถึงร้อยละ 30) แต่ที่ประชาชนคนไทยได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อมได้แก่ผลกระทบ โดยประเด็นที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญได้แก่การขาดความสามารถในการบริหารจัดการ การขาดนโยบายและยุทธศาสตร์ทางทะเลในภาพรวมที่ชัดเจนและเหมาะสม (เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ และคณะ 2550) ผลกระทบเชิงประจักษ์ของโครงการได้แก่การเกิดขึ้นของ อนุกรรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล และระบบฐานข้อมูลความรู้ทางทะเลในเบื้องต้น​ (อจชล.) และเกิดเป็นโครงการต่อเนื่องในชื่อโครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งผลจากโครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนการทำงานของคณะอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล จนเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลในการให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 การนำความรู้ความเข้าใจที่ได้ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องจากโครงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2558-2564 ซึ่งเป็นแผนฯ ที่กำลังใช้อย่างเป็นทางการอยู่ในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของระบบฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล (Marine Knowledge Hub; mkh) ซึ่งยังคงใช้ในการให้ความรู้แก่ผู้สนใจอยู่ถึงในปัจจุบัน (ปัจจุบันดูแลโดย สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลมียอดผู้เข้าเยี่ยมชม 727,760 ราย จำนวนหน้าที่เปิด 1,348,112 หน้า ข้อมูล ณ. วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:46 น.) นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมายังมีการนำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไปสนับสนุนการทำงานของคณะอนุกรรมการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สภาปฏิรูปแห่งชาติ การจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ 2558 ก และ ข) การยกร่าง พ.ร.บ. การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... รวมถึงการดำเนินงานตามโครงการ “การจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยประเด็นวิจัยยุทธศาสตร์เรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล” (โสภารัตน์ จารุสมบัติ และคณะ อยู่ระหว่างดำเนินการ)

        ซึ่งข้อค้นพบจากทุกโครงการและเวทีที่ผู้วิจัยได้มีโอกาสเข้าร่วมและเห็นตรงกันและความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลได้แก่การขาด “นโยบายชาติทางทะเล (National Marine Policy)” โดยยึดหลัก มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยอยู่บนฐานของการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของทะเลไทย (ภาพที่ 2)

 ภาพที่ 2 ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต่อการพัฒนาทะเลไทยที่ยั่งยืน

 

อนึ่งการได้มาซึ่งนโยบายชาติทางทะเลดังกล่าว การเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์ทางทะเลในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความมั่นคงทางทะเล[2] อาทิเช่น ปัญหาการอ้างสิทธิอธิปไตยทับซ้อนทางทะเลในระดับต่างๆ การดูแลความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางเรือ (Sea Lines of Communications: SLOCs) ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น ทางด้านความมั่งคั่งทางทะเล[3] อาทิเช่น ธุรกิจพาณิชยนาวี การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล การประมงทะเล การท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น และในมิติความยั่งยืนทางทะเล[4] อาทิเช่น สถานภาพความเสื่อมโทรมลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลต่างๆ และแนวทางในการแก้ไข การเข้าถึงและการดูแลแหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของชุมชนชายฝั่งทะเลทั้ง 24 จังหวัดชายทะเล ประเทศไทยกับการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายชีวภาพทางทะเลนอกเขตอำนาจรัฐอย่างยั่งยืน เป็นต้น รวมถึงสถานการณ์และปัญหาในประเด็นร่วม (cross cutting issues) ตัวอย่างเช่น แผน ยุทธศาสตร์ และ พัฒนาการของกฎระเบียบต่างๆ ทั้งภายในและระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทะเลทั้งภายในและภายนอกเขตอำนาจของรัฐ เหล่านี้จัดเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญเพื่อใช้ในการ ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติการทางทะเลในด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาค รัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชน อันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นสำหรับกระบวนการพัฒนานโยบายชาติทางทะเลของประเทศไทยที่เหมาะสมต่อไป โดย ความก้าวหน้าของโครงการ ข้อมูล ข้อค้นพบ รวมทั้งข้อคิดเห็นรวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ โดยเฉพาะในเชิงที่สามารถนำไปพัฒนาต่อในขั้นของการจัดทำนโยบายชาติทางทะเล ที่ได้จากโครงการนี้จะได้มาจากการมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และผ่านการสอบทานความถูกต้อง การวิเคราะห์ที่รอบคอบและเป็นระบบจากการทำงานร่วมกันของผู้รู้ในแต่ละมิติและร่วมบูรณาการกันระหว่างมิติ โดยความเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากโครงการจะได้นำเสนอทั้งในวงกว้างและในระดับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจรวมถึงการจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณะตามความเหมาะสม อนึ่งการจัดเก็บข้อมูล เอกสาร บทความ ดังกล่าว อย่างเป็นระบบสำหรับการเข้าถึงและเผยแพร่ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การสร้างเว็บไซต์เพื่อรองรับการดำเนินงานของโครงการนี้ และ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล (Marine Knowledge Hub) จากเดิมที่มีอยู่แล้วให้รองรับผลผลิตต่างๆ จากโครงการนี้อย่างเหมาะสมก็มีความจำเป็นและเป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการนี้เช่นกัน

 


[1] เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ 2558ข ได้ให้นิยามของคำว่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลในกรณีของประเทศไทยไว้ว่าหมายถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยพึ่งได้รับจากทะเลจากทะเลหรือเกี่ยวเนื่องกับทะเลทั้งภายในน่านน้ำไทยหรือน่านนำ้อื่นๆ รวมถึงชายฝั่งทะเล เกาะ พื้นดินท้องทะเลหรือใต้พื้นดินท้องทะเล หรืออากาศเหนือท้องทะเลด้วย ทั้งนี้ไม่ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องทางทะเลใดๆ ในทุกด้าน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติทางทเล สิ่งแวดล้อมทางทะเล การขนส่ง การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย หรืออื่นๆ

[2] ความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) หมายถึงภาวะคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าภาวะหรือภัยคุกคามรูปแบบเดิมซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะแค่ภัยทางทหารแต่จะเพิ่มประเด็นอื่นๆ ที่กว้างขึ้น อาทิ เช่น การเรียกร้องสิทธิของชนกลุ่มน้อย การแย่งชิงทรัพยากรทางทะเลในระดับต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอีกด้วย

[3] ความมั่งคั่งทางทะเล (Maritime Prosperity) หมายถึงกิจกรรมต่างๆ ทางทะเลที่นำมาซึ่งรายได้กับประเทศในระดับต่างๆ อาทิเช่น ธุรกิจพาณิชยนาวี การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล การประมงทะเลและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง การท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น

[4]ความยั่งยืนทางทะเล (Maritime Sustainability) หมายถึง ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนวัตถุดิบสำหรับกิจกรรมทางทะเลที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งทางทะเล อาทิเช่น ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งต่างๆ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง

 


วัตถุประสงค์

1. เพื่อจัดทำรายงานสถานการณ์และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยที่ครอบคลุมมิติ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนทางทะเล

2. การจัดทำเว็บไซต์โครงการสถานการณ์ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยเพื่อเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์โครงการให้กับสาธารณะ

3. พัฒนาฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล (Marine Knowledge Hub) ให้มีความสมบูรณ์ มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย และมีความเป็นมาตรฐานสากล มีช่องทางในการรับฟังความคิดเห็น สามารถใช้ในการเผยแพร่ผลงานจากโครงการในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

 

 

สำนักงานโครงการวิจัย

c/o  หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกิจการทางทะเล (สหสาขาวิชา)
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 14 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา ถนนพญาไท
แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์/โทรสาร 0 2218 3964 Email: thaisea_mp@yahoo.com

                                               

 

© สงวนลิขสิทธิ์   Terms Of Use  Privacy Statement