Search
Friday, August 17, 2018 ..:: โครงการวิจัย » โครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล » ผลการศึกษา-สถานภาพปัจจุบันและปัญหา ::.. Register  Login
 MKH Update Minimize

 Print   
 ผลการศึกษา Minimize

 

ผลจากการจัดเวทีสังเคราะห์ความรู้ในรูปของการเสวนาและการจัดทำบทสังเคราะห์โดยนักวิชาการสาขาต่างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ

  • สถานภาพปัจจุบันและปัญหา
  • โอกาสและสิ่งท้าทายในการใช้ทะเลของประเทศไทย
  • โจทย์วิจัย

 

สถานภาพปัจจุบันและปัญหา

1. นโยบายทางทะเล มีข้อจำกัดในเรื่องระบบการบริหารและนโยบายของรัฐบาล การขาดนโยบายทางทะเลระดับชาติ (Top-down policy) ที่มีการบูรณาการยุทธศาสตร์ทางทะเลในแต่ละด้าน และการบูรณาการกับยุทธศาสตร์ของประเทศด้านอื่นๆ ในอดีตนโยบายทางทะเลในภาพรวม เป็นการนำเอากลยุทธ์ของแต่ละด้านของการพัฒนา/ทรัพยากร/ระบบนิเวศมารวมกันเท่านั้นไม่ใช่การบูรณาอย่างแท้จริง ฝ่ายบริหารระดับสูง นักการเมือง ขาดความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับทะเลและจิตสำนึกในเรื่องความสำคัญของผลประโยชน์ชาติทางทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดข้อมูลองค์ความรู้ และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องเชื่อถือได้มาสนับสนุนในการกำหนดนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหาของภาครัฐขาดความต่อเนื่องและเป็นระบบ และบูรณาการให้ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ทางทะเลในทุกมิติ การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่บูรณาการกันและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดแคลนกำลังคนและงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน และขาดหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพเพื่อดูแลการทำงานในภาพรวมด้านทะเล ส่งผลให้การเข้าร่วมภาคี UNCLOS 1982 เกิดความล่าช้า

2. ทรัพยากรมีชีวิต นับว่ามีความสำคัญและนำรายได้อย่างสูงให้ประเทศทั้งด้านการประมงและเพาะเลี้ยงชายฝั่งและการท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามการขาดนโยบายและการขาดการจัดการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรมีชีวิตอย่างยั่งยืนทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

รายงานของกรมประมงระบุว่า ในปี 2549 ผลผลิตประมงทะเลในน่านน้ำไทยทั้งในอ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งสิ้น 2,484,803 ตัน และในปี 2552 ผลผลิตทั้งสิ้น 1,663,846 ตัน มีปริมาณลดลง 820,957 ตัน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 33 ในขณะที่ผลผลิตจากการประมงในน่านน้ำมีแนวโน้มลดปริมาณลง ผลผลิตการทําประมงนอกน่านน้ำมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ปริมาณสัตว์น้ำจากการทําประมงนอกน่านน้ำโดยเฉพาะในเขตรัฐชายฝั่ง ในปี 2538 มีประมาณ 9 แสนกว่าตัน และสามารถจับได้เพิ่มมากขึ้นทุกปีจนในปี 2547 มีประมาณถึง 1.1 ล้านตัน (เผดิมศักดิ์, 2550) ทั้งนี้เนื่องจากมีการขยายตัวของการประมงนอกน่านน้ำและทรัพยากรประมงในน่านน้ำลดปริมาณลงอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงปี 2521- 2539 พื้นที่ป่าชายเลนลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบุกรุกเพื่อทํานากุ้ง จนในปี 2539 มีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 1,676 ตารางกิโลเมตร หลังจากนั้นได้มีนโยบายการฟื้นฟูป่าชายเลน เช่น การปลูกป่าทดแทนและการลดการบุกรุกทําลายป่า มีผลทําให้ในปี 2552 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนทั้งสิ้น 2,440 ตารางกิโลเมตร

ประเทศไทยพบหญ้าทะเลกระจายอยู่ทั่วไปตามจังหวัดชายฝั่งทะเลและเกาะต่างๆ คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 153 ตารางกิโลเมตร พบในทะเลอ่าวไทยประมาณ 55 ตารางกิโลเมตร และทะเลอันดามันประมาณ 97 ตารางกิโลเมตร แหล่งหญ้าทะเลในน่านน้ำไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง จากรายงานการสำรวจ ในภาพรวมพบความเสื่อมโทรมร้อยละ 30 โดยแยกพื้นที่หญ้าทะเลฝั่งอ่าวไทย มีความเสื่อมโทรมร้อยละ 40 และหญ้าทะเลฝั่งอันดามัน มีความเสื่อมโทรมร้อยละ 20 (สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2551) สาเหตุความเสื่อมโทรมมีทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์

แนวปะการังทางด้านฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีพื้นที่รวมประมาณ 154 ตารางกิโลเมตรซึ่งเป็นแนวปะการังในฝั่งทะเลอันดามันประมาณ 81 ตารางกิโลเมตรและฝั่งอ่าวไทยประมาณ 73 ตารางกิโลเมตร (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2551) แนวปะการังโดยรวมทั่วประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย สำหรับแนวปะการังทางฝั่งทะเลอันดามันมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ส่วนทางฝั่งอ่าวไทยกลับมีแนวโน้มความเสียหายเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ยังพบว่าปะการังในเมืองไทยอย่างน้อยร้อยละ 50 ถูกคุกคามในระดับสูง หรือสูงมาก (ธนาคารโลก, 2550)

ปัญหาในเรื่องทรัพยากรมีชีวิตที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้

-     แม้ว่าสภาพป่าชายเลนของประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีบางบริเวณที่พื้นที่ป่าชายเลนมีการบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมจนเกิดการกัดเซาะชายฝั่ง

-     ระบบนิเวศหญ้าทะเลเสื่อมโทรม จากการทับถมของตะกอน การทำประมงอวนลาก และอวนรุน และปัญหาน้ำเสียทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งหญ้าทะเลลดลง โดยเฉพาะพะยูน

-     ความเสื่อมโทรมของปะการัง การเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว การระบาดของดาวมงกุฎหนาม กิจกรรมการท่องเที่ยว และน้ำเสีย

-     ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงทะเลในน่านน้ำเกิดจากการทำประมงมากเกินไป ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ความขัดแย้งกับการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว การขาดแคลนแรงงานประมงไทยและปัญหาแรงงานประมงต่างชาติ น้ำมันราคาแพง การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมต่อการประมง (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU-Fishing)

3. การขนส่ง การค้าขายกับต่างประเทศนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ประเทศไทยจึงมีการขยายตัวการขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การค้าทางทะเลของไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นค่อนข้างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2550 ถึงแม้ลดลงบ้างในบางปี โดยมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 5 ของสินค้าทั้งหมดโดยเพิ่มจากประมาณ 142 ล้านตันในปี 2543 เป็น 195 ล้านตันในปี 2550 ปริมาณสินค้านำเข้าเพิ่มจาก 69,929,751 ตันในปี 2543 เป็น 101,863,131 ตันในปี 2550 ปริมาณสินค้าส่งออกเพิ่มจาก 72,546,666 ตันในปี 2543 เป็น 92,730,892 ตันในปี 2550

ปริมาณเรือที่ขนส่งในทะเลไทยแบ่งตามประเภทเรือเป็น 2 ประเภท คือ เรือค้าระหว่างประเทศและเรือค้าชายฝั่ง ตั้งแต่ปี 25482553 จำนวนเรือรวมที่ขนส่งสินค้าในชายฝั่งทะเลของไทยเพิ่มขึ้นไม่มากนักกล่าวคือ จาก 106,061 ลำ เป็น 115,301 ลำ เป็นเรือค้าระหว่างประเทศ และเรือค้าชายฝั่งคิดเป็นร้อยละ 62 และ 38 ของปริมาณเรือทั้งหมดที่ขนส่งสินค้าในน่านน้ำไทยทั้งหมด ปัจจุบันมีเรือสัญชาติไทยที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลน้อยมาก ข้อมูลเรือพาณิชย์ไทย ปี 2540-2554 ของกรมเจ้าท่า ชี้ให้เห็นว่าจำนวนเรือขนาดตั้งแต่ 500 เดทเวทตันขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 264 ลำในปี 2540 เป็น 472 ลำในปี 2554 เรือบรรทุกสินค้าแห้งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 178 ลำในปี 2540 เป็น 185 ลำ ในขณะที่เรือบรรทุกสินค้าเหลวมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าตัวจาก 86 ลำในปี 2540 เป็น 287 ลำในปี 2554

อุตสาหกรรมต่อเรือไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2549 พบว่า มีรายได้จาการต่อเรือ 3,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ปี 2548 ที่มีมูลค่าการต่อเรือ 1,681 ล้านบาทโดยมีสัดส่วนการต่อเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ขนาด 500-4,000 ตันกรอส และขนาด 4,001-5,000 ตันกรอส แต่ไม่มีการต่อเรือขนาดใหญ่กว่า 5,000 ตันกรอส อุตสาหกรรมการต่อเรืออีกประเภทหนึ่งคือเรือเฉพาะทาง โดยส่วนใหญ่เป็นเรือประเภทโดยสาร เรือลำเลียงทะเล ลำเลียงแม่น้ำ เรือสำราญและกีฬา กว่าร้อยละ 80 เป็นเรือที่มีขนาดต่ำกว่า 100 จนถึง 1,000 ตันกรอส ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและเป็นขนาดเรือที่อู่ของไทยต่ออยู่ในปัจจุบัน

ท่าเรือเพื่อการนำเข้า-ส่งออกมีกระจายอยู่ทั่วชายฝั่งของประเทศไทย มีท่าเรือประเภทต่างๆ อยู่ถึง 443 ท่า แบ่งเป็นท่าเรือสินค้า 147 ท่า ท่าเรือประมง 22 ท่า ท่าเรือท่องเที่ยว 74 ท่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติมากกว่ากฎหมาย รวมถึง การบริหารจัดการท่าเรือและขนส่งซึ่งมักเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาล การวางแผนและจัดการการใช้ประโยชน์ท่าเรือที่ผ่านมาจะทำเป็นรายท่าขาดการวางแผนเป็นระบบในระดับประเทศ ซึ่งมักไม่สอดลัองกับโครงข่ายคมนาคมทางบกและอื่นๆ และเส้นทางการเดินเรือของโลก ขาดการพัฒนาพื้นที่แนวหลังและการคำนึงถึง การแข่งขันกับท่าเรือต่างประเทศ

4. ทรัพยากรไม่มีชีวิต ในปี 2551 ประเทศไทยผลิตพลังงานขั้นต้นรวมประมาณ 850 เทียบเท่าพันบาร์เรลน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 7.1 ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการพลังงานของประเทศ ในปี 2551 ประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานรวม 1,239,314 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2550 เท่ากับ359,236 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40.8 โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเพิ่มขึ้นในขณะที่มูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปและไฟฟ้าลดลง ผลผลิตปิโตรเลียมในประเทศส่วนใหญ่มาจากแหล่งในทะเล ผลผลิตก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท และน้ำมันดิบจากแหล่งในทะเลคิดเป็นร้อยละ 94, 99 และ 78 ตามลำดับ รายได้จากเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมจากแหล่งผลิตบนบกและในทะเลตั้งแต่ ปี 2524-2551 มีมูลค่าถึง 292,025.02 ล้านบาท คิดเป็นค่าภาคหลวงที่เก็บได้จากผลผลิตปิโตรเลียมทางทะเลรวมร้อยละ 90 ของค่าภาคหลวงปิโตรเลียมทั้งหมด รัฐยังมีรายได้จากภาษีเงินได้ปิโตรเลียมโดยตั้งแต่ปี 2528 – 2550 คิดเป็นเงินจำนวนประมาณ 342,547.90 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี  2551 รัฐเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียมได้ 65,767 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐยังมีรายได้จากผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษจากผู้รับสัมปทานตั้งแต่ปี 2547-2551 เป็นจำนวน 22,866.86 ล้านบาท

 

 


 Print   

 

สำนักงานโครงการวิจัย

c/o  หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกิจการทางทะเล (สหสาขาวิชา)
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 14 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา ถนนพญาไท
แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์/โทรสาร 0 2218 3964 Email: thaisea_mp@yahoo.com

                                               

 

© สงวนลิขสิทธิ์   Terms Of Use  Privacy Statement